top of page

Data Center: จากเม็ดเงินลงทุน สู่โอกาสสร้างอุตสาหกรรมดิจิทัลของไทย

  • Writer: News Matters
    News Matters
  • 6 days ago
  • 2 min read

Data Center: จากเม็ดเงินลงทุน สู่โอกาสสร้างอุตสาหกรรมดิจิทัลของไทย

บทความโดย จิระวัฒน์ ภูมิศรีแก้ว เลขาธิการและที่ปรึกษา สมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย


เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) อนุมัติมาตรการลดค่าไฟครัวเรือน 200 หน่วยแรกเหลือ 3 บาทต่อหน่วย และสำหรับ Data Center จ่ายในอัตราแยกที่ประมาณ 5–6 บาทต่อหน่วย ให้ผู้ประกอบการวางหลักประกันการใช้ระบบส่งไฟฟ้าก่อนรัฐลงทุนขยายโครงข่าย และยื่นแผนบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันการแย่งชิงทรัพยากรกับภาคเกษตรและชุมชน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลทำถูกแล้ว เพราะน้ำและไฟฟ้าเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ประชาชนต้องเข้าถึงอย่างมั่นคงและในราคาที่เป็นธรรม การให้ผู้ใช้ไฟรายใหญ่รับผิดชอบต้นทุนของตัวเอง แทนที่จะผลักภาระให้ครัวเรือน เป็นหลักการที่ถูกต้อง ไทยไม่ควร “ยอมแลกทุกอย่าง” เพื่อเม็ดเงินลงทุน


แต่การควบคุมผลกระทบจาก Data Center เป็นเพียงครึ่งหนึ่งของโจทย์ อีกครึ่งที่สำคัญกว่าคือ ไทยจะเปลี่ยนกระแสการลงทุน Data Center ให้กลายเป็น “อุตสาหกรรมดิจิทัลของไทย” ได้อย่างไร?


เราได้ “การลงทุน” แต่ได้ “อุตสาหกรรม” หรือยัง?

ระหว่างเดือนมกราคมถึงกันยายน 2568 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI เพิ่มขึ้น 94% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ราว 42,000 ล้านดอลลาร์ นำโดย Data Center และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ


ปัจจุบันมีกำลัง Data Center เปิดใช้งานจริงประมาณ 350 เมกะวัตต์ และมีโครงการในกระบวนการอีกกว่า 2.8 กิกะวัตต์ Google ลงทุน 32,800 ล้านบาทในชลบุรี GDS 28,000 ล้านบาท AWS วางแผนลงทุน 200,000 ล้านบาทภายในปี 2580 ขณะที่ Beijing Haoyang ได้รับอนุมัติโครงการขนาด 300 เมกะวัตต์ ซึ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


ตัวเลขน่าตื่นเต้น แต่คำถามง่ายๆ คือ เมื่อ Data Center เหล่านี้เข้ามา ต้นทุนการประมวลผลของธุรกิจไทยจะลดลงเท่าไร? คำตอบคือ ไม่มีใครรู้ เพราะกรอบการลงทุนของเราไม่เคยกำหนดว่าผู้ประกอบการไทยควรเข้าถึงกำลังประมวลผล หรือ Compute ได้เท่าไร และในราคาใด

หากหวังเรื่องการจ้างงาน Hyperscale Data Center ใช้พนักงานประจำเพียงหลักสิบถึงหลักร้อยคนต่อเงินลงทุนหลักหมื่นล้านบาท ส่วนรายได้ภาษีก็ไม่ใช่คำตอบในระยะแรก เพราะ Data Center ได้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3–8 ปี และกิจการ Cloud สูงถึง 8 ปี  ถ้าเราวัดผลตอบแทนด้วยงานหรือภาษีเพียงอย่างเดียว เราอาจตั้งโจทย์ผิดตั้งแต่ต้น


Data Center ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด

Storage Data Center คล้ายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีไฟฟ้า สินทรัพย์สำคัญคือที่ดินและหม้อแปลง สร้างมูลค่าได้ แต่ไม่ได้สร้างอุตสาหกรรมใหม่เสอมไป ส่วน AI Data Center คือโรงงานผลิต “ความสามารถในการคิด” สินทรัพย์สำคัญคือ Compute Power ดังนั้น คำถามไม่ควรมีเพียง “Data Center ใช้น้ำและไฟเท่าไร” แต่ต้องถามว่า ใครจะได้ใช้กำลังประมวลผลเหล่านั้น  พูดให้ตรงที่สุดคือ ทุกเมกะวัตต์ของไฟและทุกลูกบาศก์เมตรของน้ำที่เราให้ไป เราแลกกลับมาเป็นอุตสาหกรรมอะไรของคนไทย?


เงินลงทุนที่ไหลเข้า อาจเป็นเพียง Windfall หรือ “ลาภลอย”

เราไม่ควรรีบสรุปว่าเงินลงทุนจำนวนมหาศาลไหลเข้าไทยเพราะนโยบายของเราเหนือกว่าคู่แข่ง เพราะส่วนหนึ่งเกิดจากข้อจำกัดของประเทศเพื่อนบ้าน


สิงคโปร์ชะลอการอนุมัติ Data Center ตั้งแต่ปี 2019 หลังอุตสาหกรรมนี้ใช้ไฟถึง 7% ของประเทศ และเมื่อเปิดรับอีกครั้งก็จำกัดโควตาอย่างเข้มงวด ส่วนมาเลเซียเผชิญข้อจำกัดของระบบส่งไฟ โดยรัฐยะโฮร์เบรกคำขอบางส่วนถึงหนึ่งในสามจากความกังวลเรื่องไฟฟ้าและน้ำ ขณะที่อินโดนีเซียมีข้อจำกัดด้านระบบส่ง และเผชิญเหตุไฟดับครั้งใหญ่ในสุมาตราเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา


เงินลงทุนบางส่วนที่เข้ามาไทยจึงอาจเป็น “ลาภลอย” จากข้อจำกัดของคู่แข่ง  และปัญหาคือความไม่ยั่งยืน เมื่อประเทศเพื่อนบ้านแก้ปัญหาได้ เงินทุนก็เปลี่ยนทิศ และที่อันตรายกว่านั้นคือ มันอาจสร้างภาพลวงตาว่าเรามียุทธศาสตร์ ทั้งที่เราเพียงยืนถูกที่ถูกเวลา


มอง AI ผ่าน “เค้ก 5 ชั้น” ของ Jensen Huang

Jensen Huang (CEO NVIDIA) มองเศรษฐกิจ AI เป็น 5 ชั้นที่ต้องเกื้อหนุนกัน ได้แก่ พลังงาน → ชิปเซ็ต → โครงสร้างประมวลผล → โมเดล → แอปพลิเคชัน หากฐานล่างไม่พร้อม ความฝันในชั้นบนก็ยากจะเกิดขึ้นจริง

1. ชั้นพลังงาน (Energy)  

  • ปัญหา: ไทยไม่ได้ขาดไฟ (สำรองสูง 26–45%) แต่ "ขาดไฟสะอาดที่เสถียร" ลม-แดดสะอาดแต่ไม่เสถียร ส่วนก๊าซเสถียรแต่ไม่สะอาด

  • ข้อจำกัด: SMR (นิวเคลียร์ขนาดเล็ก) ในแผน PDP 2024 ตั้งไว้แค่ 600 MW และเสร็จปี 2580 ซึ่ง ช้าเกินไป ไม่ทันวัฏจักร AI ที่โตพุ่งสูงถึงปี 2575

2. ชั้นชิปเซ็ต (Semiconductors)

  • ปัญหา: ไทยหวังดึงทุน 2.5 ล้านล้านบาท แต่เน้นแค่ "ลดภาษี" ต่างจากไต้หวันที่รัฐใช้นวัตกรรมนำก่อนจัดตั้ง TSMC

  • ทางออก: ควรยกระดับ สวทช. ให้มีงบวิจัยและสายผลิตนำร่อง เน้นจุดแข็งที่ทำได้จริง เช่น Advanced Packaging และ Power Semiconductor สำหรับ EV แทนที่จะแข่งผลิตชิปขั้นสูง

3. ชั้นโครงสร้างประมวลผล (Compute Infrastructure)

  • โอกาส: หลายประเทศอุดหนุน Compute เพื่อสร้าง Sovereign AI (เช่น อินเดียอุดหนุน 40–60%, ญี่ปุ่นสนับสนุน GPU)

  • ทางออก: ไทยต้องทำให้เกิดการลงทุนใน AI Data center ให้ไฟ น้ำ และสิทธิภาษีแก่ Data Center ต่างชาติ ต้องทำให้ Start up, SME  และสถาบันการศึกษาไทยมีโอกาสได้เข้าถึง Compute power ในราคาที่เอื้อต่อการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด 

4. AI โมเดล

  • ปัญหา: หากไม่มี Compute ราคาถูกที่ผู้สร้าง AI ของไทยเข้าถึงได้ ความฝันในการทำให้ Thai LLM เติบโตประสบความสำเร็จ และทำให้ไทยมี Sovereign AI ก็ยากที่จะเป็นจริง 

5. แอปพลิเคชัน (Models & Apps)  ได้แก่ การพัฒนา User interface ถ้าไม่มี  AI model ของไทยที่แข่งขันได้กับโมเดล AI ขั้นแนวหน้า (Frontier Model) สตาร์ทอัพไทยก็ยังต้องใช้ AI model จากต่างประเทศ และเป็นการขาดทุนการค้าดิจิทัลเพิ่มเติมต่อไป 


อย่าซ้ำรอย Thailand 4.0

ไทยเคยตั้งเป้าหมายใหญ่ทั้ง AEC และ Thailand 4.0 แต่ล้มเหลวเพราะแปรแผนงานไปสู่ผลลัพท์ให้เกิดแก่ผู้ประกอบการจริงไม่ได้อย่างแท้จริง   วันนี้เราประกาศ “Thailand AI Hub” และแผน AI แห่งชาติ (2565–2570) แต่ยังไร้คำตอบเรื่อง พลังงาน ชิปเซ็ต และ Compute ราคาถูก ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของไทยไม่ใช่การตั้งเป้าหมาย “ปลายทาง” แต่คือการสร้าง “บันได” ที่แข็งแรงเพื่อไปให้ถึง


ขณะที่แผนปฏิบัติการ AI แห่งชาติ 2565–2570 กำลังเข้าสู่ปีสุดท้าย 3 เสาหลัก AI ที่กระทรวงดิจิทัลฯ พูดถึงคือโครงสร้างพื้นฐาน ความน่าเชื่อถือ และบุคลากร แต่ยังไม่มีคำตอบชัดเรื่องพลังงาน เซมิคอนดักเตอร์ และราคาของ Compute ที่ธุรกิจไทยจะเข้าถึงได้

จาก “โกดังข้อมูล” สู่อุตสาหกรรมของคนไทย


การปกป้องสิทธิประชาชนเรื่องน้ำและไฟเป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่นั่นคือพื้นฐาน ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า Data Center ใช้ทรัพยากรของเราหรือไม่ แต่คือ ทุกเมกะวัตต์ของไฟและทุกลูกบาศก์เมตรของน้ำที่เราให้ไป เราแลกกลับมาเป็นอุตสาหกรรมของคนไทยได้มากแค่ไหน


ในอดีต เราเคยแลกแรงงานราคาถูกกับโรงงานต่างชาติ และได้โรงงานมาโดยไม่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยี วันนี้ หากเรายังใช้น้ำและไฟแลกกับ Data Center โดยไม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์การเจรจา สิ่งที่ได้อาจเป็นเพียง “โกดังเก็บข้อมูลของคนอื่น” ลาภลอยครั้งนี้อาจมีเพียงครั้งเดียว เมื่อมันผ่านไป ไทยจะเหลือ “อุตสาหกรรมใหม่ของคนไทย” หรือเพียง “บิลค่าไฟที่แพงขึ้น” คำตอบอยู่ที่สิ่งที่เราเลือกต่อรองตั้งแต่วันนี้

Comments


bottom of page